💡ทำไมต้องเจรจา ไม่รอให้บริษัทขึ้นให้?
หลายคนรอให้บริษัทขึ้นเงินเดือนให้เอง แต่ข้อมูลจาก ข้อมูลเงินเดือนตลาดแรงงาน แสดงให้เห็นว่าพนักงานที่ขอขึ้นเงินเดือนมักได้ขึ้นมากกว่าคนที่ไม่ขอถึง 2-3 เท่า
นายจ้างไม่ได้คิดถึงเงินเดือนของคุณทุกวัน แต่คุณต้องรักษาเงินเดือนให้สอดคล้องกับตลาดและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นด้วยตนเอง
ขึ้นเงินเดือนปกติ
3–5% ต่อปี
เปลี่ยนงาน
15–30% ต่อครั้ง
📅เวลาที่เหมาะสมในการขอขึ้นเงินเดือน
✅ เหมาะมาก
ช่วงประเมินผลงานประจำปี
✅ เหมาะมาก
หลังทำโปรเจกต์ใหญ่สำเร็จ
✅ เหมาะมาก
ได้รับงานเพิ่ม/รับผิดชอบมากขึ้น
✅ เหมาะมาก
ทำงานครบ 1–2 ปี ไม่เคยขอ
❌ หลีกเลี่ยง
บริษัทกำลังขาดทุนหรือลดคน
❌ หลีกเลี่ยง
หัวหน้ากำลังยุ่ง/stress สูง
❌ หลีกเลี่ยง
เพิ่งผิดพลาดหรือถูกตำหนิ
❌ หลีกเลี่ยง
ช่วงปิดงบ/สิ้นปีงบประมาณ
📋เตรียมตัวก่อนเจรจา
1. รู้มูลค่าของตัวเองในตลาด
ก่อนขอขึ้นเงินเดือน ต้องรู้ก่อนว่าตลาดจ่ายเท่าไหร่สำหรับตำแหน่งและประสบการณ์ของคุณ เปรียบเทียบกับข้อมูลจาก:
- เว็บหางานเช่น JobsDB, LinkedIn, Indeed — ดูประกาศรับสมัครสายงานเดียวกัน
- พูดคุยกับเพื่อนร่วมวิชาชีพในสายงานเดียวกัน
- ดูข้อมูลจาก ฐานข้อมูลเงินเดือนตลาดแรงงาน
- ดูประกาศรับสมัครที่คล้ายกัน — บริษัทมักระบุช่วงเงินเดือน
2. เตรียม "Portfolio ผลงาน" ของตัวเอง
นายจ้างจะขึ้นเงินเดือนให้เมื่อเห็นว่าคุณสร้างคุณค่าให้บริษัท รวบรวมผลงานที่จับต้องได้:
- โปรเจกต์ที่ทำสำเร็จ พร้อมผลลัพธ์เป็นตัวเลข (ยอดขายเพิ่ม X% ประหยัดต้นทุน X บาท)
- งานเพิ่มเติมที่รับมาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม
- ทักษะใหม่ที่เรียนรู้ / certificate ที่ได้รับ
- คำชมจากลูกค้า หัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน
3. ตั้งเป้าหมายเงินเดือนที่ต้องการ
กฎ "Anchor สูง": ให้ตั้งตัวเลขที่ต้องการไว้สูงกว่าที่คาดไว้จริงประมาณ 10-15% เพราะในการเจรจา มักจบที่ต่ำกว่าที่ขอ ดังนั้นถ้าอยากได้ 5% ควรขอ 10-15%
💬วิธีพูดและตัวอย่างประโยค
ขั้นตอนการสนทนา
- นัดพูดคุยส่วนตัว — อย่าขอขึ้นเงินเดือนในห้องประชุม หรือผ่านไลน์ ควรนัดพบหัวหน้าแบบตัวต่อตัว บอกว่า "อยากคุยเรื่องความก้าวหน้าในงาน" ไม่ต้องบอกล่วงหน้าว่าจะขอขึ้นเงินเดือน
- เริ่มด้วยความสำเร็จ — อย่าเริ่มด้วยการขอทันที แต่เริ่มด้วยการสรุปสิ่งที่ทำได้ดีในช่วงที่ผ่านมาก่อน
- บอกตัวเลขที่ต้องการชัดเจน — ระบุตัวเลขหรือเปอร์เซ็นต์ที่ต้องการ อย่าพูดลอยๆ ว่า "อยากได้เพิ่มขึ้นสักหน่อย"
- อ้างอิงตลาด — บอกว่าคุณตรวจสอบตลาดแล้ว เงินเดือนในตำแหน่งเดียวกันอยู่ที่เท่าไหร่
- รับฟังและเจรจา — อย่ากดดันหรือขู่ว่าจะลาออก ฟังเหตุผลของหัวหน้าและร่วมหาทางออก
ตัวอย่างประโยคที่ควรพูด vs ไม่ควรพูด
"ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้ดูแลโปรเจกต์ A จนเสร็จก่อนกำหนด และช่วยเพิ่มยอดขาย 15% ผมอยากคุยเรื่องการปรับเงินเดือนให้สอดคล้องกับงานที่รับผิดชอบครับ"
"ผมตรวจสอบตลาดแล้ว ตำแหน่งนี้ในบริษัทระดับเดียวกันจ่ายประมาณ X–Y บาท ผมอยากขอปรับที่ Z บาทครับ"
"ถ้าตอนนี้ยังไม่สะดวกปรับ รบกวนช่วยบอกได้ไหมครับว่าต้องทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับการพิจารณา"
"ผมทำงานมา 3 ปีแล้วยังไม่ได้ขึ้นเลย" (ฟังดูบ่น)
"ค่าใช้จ่ายผมเพิ่มขึ้นมากเลย" (ปัญหาส่วนตัว ไม่เกี่ยวบริษัท)
"ถ้าไม่ขึ้นจะลาออก" (ขู่ — ถ้าทำไม่ได้จริงจะเสียความน่าเชื่อถือ)
"เพื่อนในบริษัทอื่นได้มากกว่า" (เปรียบเทียบแบบนี้ดูไม่ดี)
💬 ตัวอย่างสคริปต์เต็ม — เปิดการสนทนา
"หัวหน้าครับ/ค่ะ ขอบคุณที่สละเวลานะครับ/ค่ะ ผม/หนูอยากคุยเรื่องความก้าวหน้าในงานและเรื่องการปรับเงินเดือนสักนิดนึง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผม/หนูได้รับผิดชอบงาน [ระบุงาน] เพิ่มขึ้น และผลลัพธ์ที่ได้คือ [ระบุตัวเลข] จากการสำรวจตลาด ตำแหน่งนี้ในระดับเดียวกันมีเงินเดือนประมาณ [X บาท] ผม/หนูจึงอยากขอปรับเงินเดือนที่ [Y บาท] ครับ/ค่ะ"
🔄ถ้าถูกปฏิเสธ — ทำอย่างไรต่อ
การถูกปฏิเสธไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสในการเจรจาต่อ:
- ถามเหตุผล — "รบกวนช่วยบอกได้ไหมครับว่ามีอะไรที่ผมควรปรับปรุงเพื่อให้ได้รับการพิจารณา?"
- ขอ timeline ชัดเจน — "ถ้าตอนนี้ยังไม่พร้อม ช่วงไหนที่พอจะพิจารณาได้ครับ? 3 เดือน? 6 เดือน?"
- ขอสวัสดิการแทน — ถ้าเงินเดือนปรับไม่ได้ ลองขอ Work From Home เพิ่ม, วันลาเพิ่ม, ค่าเดินทาง, หรือค่าพัฒนาทักษะแทน
- ทบทวนแผน — ถ้าบริษัทไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้แม้จะผ่านไปหลายรอบ อาจถึงเวลาพิจารณาเปลี่ยนงาน
สถิติ: คนที่เปลี่ยนงานมักได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 15–30% ในขณะที่การอยู่บริษัทเดิมมักได้ขึ้นเฉลี่ยแค่ 3–5% ต่อปี บางครั้งการหางานใหม่เป็นทางเลือกที่ดีกว่า
❓ คำถามที่พบบ่อย
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยทั่วไปถ้าต้องการ 5-7% ให้ขอไป 10-15% เพราะการเจรจามักจบที่ต่ำกว่าที่ขอ หากตลาดจ่ายสูงกว่าคุณมาก สามารถขอ 20-30% ได้โดยอ้างอิงข้อมูลตลาด
ไม่แนะนำ การเจรจาเรื่องเงินควรทำแบบตัวต่อตัวเสมอ เพราะคุณสามารถอ่านภาษากาย ปรับน้ำเสียง และเจรจาแบบ real-time ได้ อีเมลหรือไลน์อาจถูกเพิกเฉยหรือถูกมองว่าไม่มืออาชีพ
โดยทั่วไปควรขอปีละ 1 ครั้ง ในช่วงประเมินผลงาน แต่หากรับงานเพิ่มหรือความรับผิดชอบเปลี่ยนแปลงมาก สามารถขอได้ทันทีหลังจากได้รับงานใหม่นั้น ไม่ต้องรอสิ้นปี
ได้ แต่ต้องมีข้อเสนอจริงๆ และพร้อมที่จะไปจริงหากบริษัทเดิมไม่ match ถ้าโกหกว่ามีข้อเสนอทั้งที่ไม่มี และถูกจับได้ จะเสียความน่าเชื่อถือทันที วิธีพูด: "ผมได้รับข้อเสนอจากบริษัทอื่นที่ [X บาท] แต่ผมอยากอยู่ที่นี่ต่อถ้าสามารถปรับเงินเดือนให้ใกล้เคียงได้"
⚠️ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ผลลัพธ์จะแตกต่างกันตามสถานการณ์ อุตสาหกรรม และบุคคล WorkerThai ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์จากการนำข้อมูลนี้ไปใช้